ปราบดา หยุ่น เคยเขียนในหนังสือ ตื่นบนเตียงอื่น ทำนองว่า ‘การเดินทางที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสถานที่ แต่คือการมีดวงตาคู่ใหม่’


การมีดวงตาคู่ใหม่คืออะไร


แน่นอนว่าไม่ใช่การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนดวงตาคู่ใหม่ แต่คือการที่ดวงตาของเราเห็นสิ่งเดิมในมุมที่ต่างออกไป


เมื่อลองนึกดูดีๆ บางครั้งในการเดินทาง นอกจากสัมภาระนอกกาย เรามักพกสิ่งหนึ่งติดตัวและสมองไปด้วย นั่นคือ ‘ความคุ้นชิน’ เพราะเมื่อเราอยู่ในที่เดิมนานๆ เรามักคิดว่าวิถีชีวิตหรือความคิดแบบที่เราคุ้นเคยคือความปกติ


หลายครั้งพอออกเดินทางและได้เจอวัฒนธรรม ภาษา หรือวิธีใช้ชีวิตที่ต่างออกไป เราจึงเผลอใช้สายตาแห่งความคุ้นชินในการมองสิ่งเหล่านั้น เราคาดหวังจะได้พบเจอหรือมีประสบการณ์บางอย่างแบบที่เราเคยเจอในพื้นที่อันคุ้นชินของเรา จนลืมไปว่า จังหวัดนั้นไม่เหมือนจังหวัดเรา เมืองนั้นไม่เหมือนเมืองเรา ประเทศนั้นไม่เหมือนประเทศเรา


เผลอคิดไปว่า ทำไม ‘ที่นั่น’ ไม่มีบางอย่างแบบที่ ‘ที่นี่’ มี


ช่วงสงกรานต์มาคู่กับการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยว หรือเดินทางเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านที่ภูมิลำเนา หากเป็นอย่างหลัง ก็เป็นความปกติที่เราจะได้กลับสู่พื้นที่อันคุ้นเคย แต่หากเป็นอย่างแรก เป็นโอกาสดี หากเราเลือกที่จะไม่พกดวงตาอันเดิมอันเคยคุ้นของเราไปด้วย


การไปด้วยดวงตาที่ละทิ้งความคุ้นเคยเดิม อาจจะทำให้เราตระหนักได้ว่า โลกไม่ได้มีแค่แบบเดียว และความ ‘ปกติ’ นั้นมีได้หลายแบบ เมื่อเป็นเช่นนั้น เวลาเราเห็นวิถีชีวิตหรือบุคลิกนิสัยของผู้คนต่างถิ่นที่ต่างจากโลกใบเดิมของเรา สิ่งหนึ่งที่จะลดลงคืออคติ ส่วนสิ่งที่จะเพิ่มคือ ความเข้าใจ และเมื่อเข้าใจ เราจึงตัดสินคนอื่นน้อยลง


แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเช่นนั้น ผมเคยพูดคุยกับ เกร็ก จิราร์ด (Greg Girard) ช่างภาพระดับสากลที่เคยมาใช้ชีวิตอยู่ในเอเชียกว่าสามทศทวรรษ หลายคนอาจรู้จักหรือเคยเห็นผลงานภาพถ่ายของเขา โดยเฉพาะการบันทึกพื้นที่ต่างๆ ในเอเชียทศวรรษ 80s 


เกร็กมีโอกาสเดินทางไปถ่ายภาพสารคดีหลายพื้นที่ เช่น ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น เขาบอกตรงไปตรงมาว่า เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองซึ่งเป็นชาวตะวันตก จะสามารถระงับความรู้สึก ‘ไม่ตัดสิน’ ในสิ่งที่เห็นได้หรือไม่ (หมายถึงเวลาที่ต้องเดินทางไปถ่ายภาพในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยและแตกต่าง) ซึ่งเขาพยายามทำมันอย่างมีสติ


“ความรู้สึกมันเป็นแค่ปฏิกิริยาที่มากเกินไป และเพราะรู้ตัวเร็ว ผมจึงคิดได้ว่า คนที่นั่นก็แค่พยายามจะมีชีวิตธรรมดาของพวกเขา แต่บางครั้งสิ่งทั้งหมดที่อยู่ในความคิดของคุณ ภาพในหัวที่คุณคิดก่อนหน้า อคติ ก็ขัดขวางไม่ให้คุณมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างที่มันเป็น”


“กล้องถ่ายภาพจึงเป็นเสมือนเครื่องมือที่ดีเยี่ยม ในการพลิกความคิดเดิมของคุณ และทำให้ได้เรียนรู้สิ่งที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องฟังความคิดเดิมที่คุณนำติดตัวมาในทีแรก”


เราอาจไม่ใช่ช่างภาพแบบเกร็ก แต่คำตอบของเขาก็ทำให้เห็นว่า เมื่ออยู่ในพื้นที่ไม่เคยคุ้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไม่มีความคิดตัดสินแว้บเข้ามาในวินาทีแรก แต่สิ่งที่จำเป็นต้องมีคือ สติและการตระหนักรู้ที่รวดเร็ว


เมื่อเอาความคุ้นเคยและอคติที่คั่นกลางออกไปแล้ว การเดินทางจะกลายเป็นกระจกสะท้อนความคิดของเรา และเปิดโอกาสให้เรา ‘ตั้งคำถาม’ กับสิ่งที่เคยเชื่อ และเปิดโอกาสให้เราปรับหรือเปลี่ยนมัน


ที่สำคัญ มันจะทำให้เราเห็นตัวเองชัดขึ้น เพราะบางครั้งการออกไปไกลจากชีวิตเดิม ช่วยให้เราเห็นว่าอะไรสำคัญกับเราจริงๆ บางสิ่งที่คิดว่าจำเป็น อาจไม่ใช่ อะไรที่เคยมองข้าม อาจมีความหมายกว่าที่คิด


การมีดวงตาคู่ใหม่ จึงหมายถึงความ ‘เข้าใจ’ ไม่ใช่การ ‘รู้’ หรือ ‘เห็น’