กรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม เป็นต้นไป


ช่วงนี้ หลายพื้นที่เลยได้ชุ่มฉ่ำกับฝนที่ตกลงมา ฝนนั้นทำงานกับความรู้สึกผู้คนหลายรูปแบบ บางคนชื่นชอบการฟังสุ้มเสียงของฝนที่ตกกระทบหลังคาและได้นั่งมองเม็ดฝนที่พร่างพรมกระทบหน้าต่าง ขณะที่บางคนรู้สึกว่าฝนและถนนหนทางที่เปียกปอนนั้นสร้างความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งก็ตามแต่ภาระหน้าที่ ไปจนถึงรสนิยมและมุมมองของแต่ละคน


เป็นห้วงเวลาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในแต่ละวันว่า ฝนจะตกหรือไม่ นอกจากการพยากรณ์เอาเองคร่าวๆ จากสีของท้องฟ้าและเมฆ การดูพยากรณ์อากาศตามแอปพลิเคชั่น และการพกร่มเตรียมไว้


ใครเคยบอกว่า เชียงใหม่จะสวยที่สุดเมื่อยามหน้าฝน เพราะหยดน้ำที่ตกลงมาช่วยขับเน้นต้นไม้ใบหญ้าให้มีสีสันชัดขึ้น เมื่อขับรถหลงไปในเส้นทางภูเขาของฤดูฝน เราจึงได้เห็นทัศนียภาพของภูเขาภาคเหนืออันเขียวชอุ่มที่โอบล้อม ผลิบาน ยิ่งใหญ่น่าครั่นคร้าม แต่ก็ดูอบอุ่นในเวลาเดียวกัน


กลับมาที่ในบรรยากาศของเมือง เมื่อยามฝนตก เมืองมักจะเงียบลง ผู้คนกางร่มเดินช้าลง หลบตัวอยู่ใต้ชายคาอาคารนานขึ้น บ้างก็มองหาสถานที่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น แห้ง และสงบ หนึ่งในพื้นที่นั้นคือ ร้านหนังสือ


ไม่ใช่แค่หลบฝน แต่เพื่อหลบความวุ่นวายของเมือง


ข้ามฝั่งไปในเมืองท่องเที่ยวที่ชาวไทยคุ้นเคยอย่างโตเกียว โซล หรือไทเป ช่วงหน้าฝนหรือหน้ามรสุม ยังส่งผลต่อวัฒนธรรมร้านหนังสือเล็กๆ ด้วย 


ที่โตเกียว ช่วงหน้าฝน (สึยุ) เมืองจะเงียบลงถนัดตา ท้องฟ้าสีทึมเทา ใบหน้าของชาวเมืองซ่อนอยู่ใต้ร่มสีดำหรือสีใส ถนนเปียกชื้นสะท้อนป้ายไฟจากร้านค้า และความชื้นจากสถานีรถไฟใต้ดิน ทำให้ร้านหนังสือเป็นเสมือนพื้นที่ ‘ภายใน’ ของเมืองมากขึ้น ผู้คนจะใช้เวลาในร้านนานขึ้น มากกว่าซื้อแล้วรีบออกทันที คนที่โดยสารด้วยรถไฟใต้ดินก็มักแวะร้านหนังสือ (ที่บ้างก็ตั้งอยู่ในสถานี) ระหว่างรอฝนซา


ขณะที่ร้านหนังสือเล็กๆ ก็มักจัดมุมที่เรียกว่า ‘หนังสือสำหรับวันฝนตก’ เช่น เรียงความ นิยาย บทกวี หรือบันทึกการเดินทาง เข้ากับบรรยากาศของเสียงฝน ทำให้โตเกียวดูเนิบช้าลง ต่างจากความวุ่นวายในวันปกติของมหานคร


หากเป็นที่โซล ช่วงหน้าฝน (จังมา) มักทำให้ผู้คนนึกถึงคาเฟ่และร้านหนังสือ ด้วยความที่เป็นเมืองที่วัฒนธรรมคาเฟ่แข็งแกร่ง บางร้านก็ผสมผสานเรื่องของกาแฟเข้ากับหนังสือ และการตกแต่งที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงมีสิ่งของกระจุกกระจิกอย่างเครื่องเขียน และนิทรรศการขนาดย่อม


คาเฟ่ร้านหนังสือเหล่านี้ กลายเป็นที่พักใจของผู้คนในเมืองที่การแข่งขันเป็นเรื่องใหญ่ และในช่วงฝน หนังสือแนวเรียงความ หรือหนังสือที่พูดถึงอารมณ์ ความรู้สึก ฮีลใจสไตล์เกาหลี ก็มักถูกหยิบขึ้นมาวางเด่นขึ้น 


เราจึงมักเห็นนิยายเกาหลีรุ่นใหม่ๆ ที่มี ‘สถานที่หลัก’ ในเรื่องกลายเป็นที่พักใจของผู้คนที่ชีวิตและจิตใจเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ขณะที่วัฒนธรรมซีรีส์และหนังที่แข็งแกร่งของเกาหลีก็สร้างภาพจำให้ ‘ฝนตก’ เสมือนหลุดออกมาจากฉากในภาพยนตร์สักเรื่อง


ข้ามฟากมายังไทเป เมืองที่มีฝนตกบ่อยกว่า 190 วันต่อปี และมักตกแบบไม่คาดคิด ร้านหนังสือจึงปรับตัวเข้ากับชีวิตเมืองแบบเปียกปอนอย่างเป็นธรรมชาติ ร่มจึงมักเป็นไอเทมที่ผู้คนซุกไว้ในกระเป๋าผ้าคู่กับหนังสือ ขณะที่ร้านหนังสือหลายแห่งก็ยังคงมีคนจนถึงช่วงค่ำในวันฝนตก


ยกตัวอย่าง ร้านหนังสือใหญ่อย่าง Eslite ที่เปิด 24 ชั่วโมง จึงเป็นมากกว่าแค่ร้าน แต่เหมือนพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะในวันที่ฝนตกหนัก


ยามฤดูฝนเวียนมาถึง ร้านหนังสือจึงกลายร่างไปเป็นพื้นที่พักใจและความรู้สึก จนเรามักเผลอใช้เวลาอยู่ในนั้นนานกว่าปกติ ขณะที่เฝ้ามองฝนโปรยปรายอยู่ข้างนอก 


และมันทำให้เราได้สังเกตสิ่งที่อยู่ภายในใจ รวมถึงสิ่งรอบตัวมากขึ้น - โดยไม่รู้ตัว