เมืองที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน นอกจากความรื่นรมย์ของคนใช้ชีวิตแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้าน แต่การจะเกิดสิ่งนั้นได้ ‘เมืองที่ตอบโจทย์ให้แก่การเดินทาง’ นับเป็นสิ่งสำคัญในลำดับแรก
ย้อนกลับไปในปี 2015 คาร์ลอส โมเรโน (Carlos Moreno) นักวิทยาศาสตร์ชาวโคลอมเบีย-ฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียง และเป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในปารีส นำเสนอแนวคิด ‘15 minute city’ ในการประชุมด้านสภาพภูมิอากาศที่กรุงปารีส
อธิบายให้เข้าใจง่ายว่า ‘15 minute city’ หรือ ‘เมือง 15 นาที’ คือแนวคิดการออกแบบเมืองให้คนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ครบ ภายในระยะเวลาเดิน ปั่นจักรยาน หรือโดยสารขนส่งสาธารณะไม่เกิน 15 นาทีจากบ้าน โดยมีเป้าหมายทำให้เมือง ‘ใกล้’ ขึ้นสำหรับชีวิตคน ลดการพึ่งพารถยนต์ ส่งเสริมการใช้ชีวิตที่ดีและยั่งยืน
เมืองจะถูกออกแบบให้มีสิ่งจำเป็นและบริการในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ใกล้บ้าน เช่น การทำงาน การช้อปปิ้ง การศึกษา การดูแลสุขภาพ และการพักผ่อนหย่อนใจ โดยสามารถเข้าถึงได้ภายใน 15 นาที จากจุดใดก็ได้ในเมือง
แนวคิดนี้ทำให้เกิดการออกแบบที่เป็นมิตรต่อคนเดินเท้าและการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะที่ดีขึ้น ควบคู่ไปกับนโยบายลดการพึ่งพารถยนต์ การเปลี่ยนแปลงนี้อาจต่อยอดไปสู่การทำงานแบบ ‘รีโมต’ ที่ลดการเดินทางไปทำงานในแต่ละวัน
เมื่อผู้คนใช้เวลาทำงานจากบ้านหรือสถานที่ใกล้บ้านมากขึ้น ความต้องการพื้นที่สำนักงานขนาดใหญ่ใจกลางเมืองก็ลดลง และมีความต้องการพื้นที่ทำงานร่วมกันแบบยืดหยุ่นในท้องถิ่นมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้จะนำไปสู่เครือข่ายพื้นที่ทำงานแบบกระจายศูนย์ภายในย่านที่อยู่อาศัย ลดความจำเป็นในการเดินทางไกล และส่งเสริมความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว
แนวคิด ‘15 minute city’ นี้ถูกนำไปใช้จริงในปารีส ภายใต้การบริหารของ แอนน์ ฮิดัลโก (Anne Hidalgo) นายกเทศมนตรี ก่อนที่จะเกิดนโยบายต่างๆ ในการสนับสนุนแนวคิดนี้ เช่น การพัฒนาอาคารสำนักงานให้กลายเป็นพื้นที่ใช้งานอเนกประสงค์ เปลี่ยนพื้นที่จอดรถบนดาดฟ้าเป็นสวนหรือพื้นที่สาธารณะ เปลี่ยนพื้นที่อุตสาหกรรมเก่าเป็นที่อยู่อาศัย เปลี่ยนโรงพยาบาลเก่าเป็นโรงเรียนที่มีห้องสมุด สนามเด็กเล่น หรือ community Space และเพิ่มเลนจักรยานทั่วเมือง
“ปารีสได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง กลายเป็นเมืองที่มีความคล่องตัวสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” คาร์ลอส โมเรโน ผู้นำเสนอแนวคิดนี้กล่าวไว้ ที่สำคัญคือแนวคิดนี้ได้กระจายไปยังเมืองอื่นๆ แล้ว เช่น คลีฟแลนด์ ในอเมริกาที่เริ่มตั้งเป้าหมายในการเป็นเมือง 15 นาที เช่นกัน
แน่นอนว่าแต่ละเมืองในโลก ล้วนมีบริบทที่ต่างกัน ทั้งในแง่ของผังเมืองไปจนถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม แต่อย่างน้อยก็สามารถนำแนวคิด ‘15 minute city’ นี้มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทเมืองได้
หันมามองเชียงใหม่ ที่จริงแล้วเรามีความเป็นชุมชน เป็นย่าน สูง โอบล้อมไปด้วยสถานที่ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ เรามีย่านที่เดินสนุกอย่างในเมืองเก่า ย่านช้างม่อย ย่านท่าแพ ย่านวัดเกต ไปจนถึงย่านฮิปอย่างนิมมานเหมินท์ ที่มีทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร ร้านหนังสือ ร้านขายสินค้า และร้านต่างๆ รวมถึงอาคารสำนักงาน ออฟฟิศเล็กใหญ่ ไปจนถึงพื้นที่แบบ Community Space
ยังไม่นับย่านเล็กๆ ที่มีความเป็นที่อยู่อาศัยอย่างสันติธรรม ช้างเผือก และอื่นๆ อีกมากมาย ที่มีร้านรวงเล็กๆ เต็มไปหมด
ในขณะที่เชียงใหม่กำลังผลักดันให้ ‘เมืองเก่าเชียงใหม่’ กลายเป็นมรดกโลกภายในปีนี้ คำถามคือ หากผลักดันสำเร็จแล้ว นอกจากเมืองที่จะได้ตราประทับในการเป็นมรดกโลกแล้ว ประชาชนในเมืองจะได้อะไรบ้าง
การที่เมืองได้เป็นมรดกโลกก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเมืองเมืองหนึ่ง ไม่ได้มีแค่ในด้านของการได้รับยกย่องในแง่สถานที่ แต่เมืองหมายถึง ‘ผู้อยู่อาศัย’ การได้เห็นการผลักดันเพื่อปรับเปลี่ยนเมืองให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้อยู่อาศัย ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงไปพร้อมกัน
เพราะคงจะดีไม่น้อย หากเมืองมรดกโลกได้ทำให้คุณภาพชีวิตของคนอยู่อาศัยดีขึ้นไปพร้อมกัน