“คาปูร้อนได้แล้วครับ”

“ขอบคุณค่า”


คาปูชิโน่ร้อนในแก้วกระดาษที่มีโลโก้เล็ก ๆ ของชื่อร้านคาเฟ่ถูกนำมาเสิร์ฟโดยบาริสต้าชายคนหนึ่งตรงมุมติดกระจกที่ฉันเลือกนั่ง มุมนี้จะมีแสงอาทิตย์ในยามบ่ายลอดส่องเข้ามาได้เล็กน้อย เมื่อมองออกไปทางกระจก ภาพของใบไม้ใบเล็ก ๆ สีเหลืองอ่อน เขียวแก่ และแสดส้มที่กำลังร่วงหล่นและพัดปลิวอยู่ในอากาศตามสายลมเย็นของวันสบาย ๆ วันหนึ่งในเดือนมกราอย่างนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกสบายตาสบายใจขึ้นได้เยอะเลย


ในคาเฟ่วันนี้ไม่ได้มีคนเยอะพลุกพล่านมากสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่อาจารย์มหาลัยสองคนที่เปิดประเด็นคุยกันด้วยประโยค “มาออกข้อสอบให้เด็กอ่ะดิ” และผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะติดผนัง หันหลังให้กระจก เขากำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอย่างขะมักเขม้นจนไม่ได้สนใจว่าฉันเผลออ้าปากค้างเล็กน้อยตอนที่เดินผ่านแล้วหันไปเห็นแก้วกาแฟกว่า 5 แก้ววางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าเขา ฉันไม่แน่ใจหรอกนะว่าหนังสือที่เขาอ่านมันเกี่ยวกับอะไร แต่ภาพ Illustration บนหน้าปกหนังสือที่เป็นรูปโต๊ะทำงานกับสีสันของมันดูน่ารักและน่าอ่านดี 


หลังจากที่ฉันนั่งลงที่เก้าอี้หวายและหยิบสายชาร์จแบตออกมาจากกระเป๋าเพื่อชาร์จแบตโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะเคาน์เตอร์บาร์ไม้ฝาเฌอร่าสี 000 ธรรมชาติแผ่นบางกำลังดี ฉันหันไปให้ความสนใจกับไอความร้อนที่ลอยขึ้นมาจากผิวฟองนมของแก้วกาแฟอุ่น ๆ ที่ตัวเองสั่งมา ไอความร้อนนี้เมื่อเจอกับแสงแดดมันก็จะมีลักษณะลอยขึ้นมาคล้ายกับหมอกหรือควัน...อยากจะถามดูว่าเธอเป็นดั่งหมอกหรือควัน (ต้องให้พี่เบิร์ดช่วยตอบ)


ฉันสูดหายใจเอากลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟที่บดสดก่อนทุกการชงเข้าไปลึก ๆ ยกแก้วขึ้นจิบชิมลิ้มรสนุ่มละมุนของฟองนมสุดเนียนและความเข้มกลมกล่อมของกาแฟคั่วกลางเข้าไป ก่อนจะกวาดสายตาชมบรรยากาศที่ร่มรื่นของด้านนอกร้านไปพลาง ๆ  เฮ้อ...ดีต่อใจ นานเท่าไหร่แล้วเนี่ยที่ฉันไม่ได้พาตัวเองออกมาในสถานที่ใหม่ ๆ แบบนี้ 


นานเท่าไหร่แล้วที่ — ยังไม่ทันคิดจบ เก้าอี้อีกสองตัวถัดจากมุมที่ฉันนั่งเพ้ออยู่คนเดียวก็มีลูกค้าผู้หญิงสองคน (คนหนึ่งผมตรงยาวสลวย ใส่ชุดลายดอกซากุระสีชมพู ส่วนอีกคนหนึ่งตัดผมสั้นรองทรง แต่งตัวเท่ สบายสไตล์สตรีท) เดินมานั่ง พวกเขาเดินคุยกันมาว่า “นี่ตอนแรกพี่ก็ไม่รู้ว่ามีร้านกาแฟอยู่ในซอยนี้ด้วย” ฉันผู้มาที่ร้านนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกันก็อดยิ้มที่มุมปากไม่ได้ อยากจะหันไปแนะนำตัว ทักทายและบอกว่า “เหมือนกันเลยค่ะ ฉันก็มาที่นี่เป็นครั้งแรก” (แต่ฉันไม่ได้ทำหรอกนะ เขิน) และเนื่องจากว่าเรานั่งค่อนข้างใกล้กัน ฉันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ที่จะไม่ได้ยิน...


“พี่รู้มั้ยว่าเดือนก่อน แมวจากที่ไหนไม่รู้มันหนีเข้ามาแอบอยู่ในบ้านหนู พอแม่หนูเจอเราก็ไม่รู้จะทำยังไง หนูเลยเอาข้าวเอาน้ำไปให้มัน ตอนแรกเราไม่ได้คิดอยากเลี้ยงหรือว่าอะไรหรอกนะแต่ก็สงสารมัน” 


...โห ใจดีจัง 


“แต่รอบก่อนตอนกลับบ้าน แม่เล่าให้ฟังว่ามันตายแล้ว โดนหมาใหญ่ฟัด แปลกดีนะที่ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดว่าจะรู้สึกรักหรือผูกพันอะไรกับมันมากมาย แต่พอวันหนึ่งเรารู้ว่าจะไม่ได้ดุ บ่น หรือต้องเรียกให้มันมากินข้าวอีกแล้ว มันเศร้าอ่ะ”


อนิจจาคือชีวิต (คิดง่ายแต่ทำให้ตัวเองเข้าใจยากสุด)


“อืม พี่เข้าใจ”

ทั้งคู่นิ่งเงียบไปสักพักหนึ่งก่อนที่ผู้หญิงผมยาวจะเอ่ยเปลี่ยนเรื่องว่า

“ตั้งแต่โควิดเราไม่ได้เจอกันนานมากเลยนะ” 

“นั่นสิ พี่ก็ไม่ค่อยมีวันว่างเลย ช่วงนี้ที่โรงแรมก็เครียด ๆ พี่ก็เห็นใจทั้งเจ้านาย เพื่อนร่วมงานและเห็นใจตัวเอง พูดตามตรงพี่ก็ไม่อยากโยนภาระความผิดไปให้โรคระบาดนี้เพียงอย่างเดียวหรอกนะ บ่นเยอะเท่าไหร่มันก็ไม่หายไปเองสักที แต่โรคนี้มันสร้างผลกระทบให้กับทุกอย่างมหาศาลจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สุขภาพกาย สุขภาพใจ”

“ใช่เลยพี่ เหนื่อยกายนี่ไม่เท่าไหร่นะแต่เหนื่อยใจนี่สิหมดพลัง ในเคสหนูหนูเลือกที่จะไม่พูดหรือแสดงออกอะไรมากมายหรอกนะ คิดว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”


มันก็จริงอย่างที่เขาพูดนะ เหนื่อยกายเรายังพยายามพักกายให้หายเหนื่อยได้ แต่พอเหนื่อยใจเนี่ย มันไม่ง่ายที่จะกลับมารู้สึกปกติเลย แต่การไม่พูดและเงียบไป…

“One of the risks of being quiet is that other people can fill your silence with their own interpretation: You’re bored. You’re depressed. You’re shy. You’re stuck up. You’re judgemental. When others can’t read us, they write their own story — not always one we choose or that’s true to who we are.”

— Sophia Dembling


“I think that’s what’s wrong with the world; no one says what they really feel, they always hold it inside. They’re sad, but they don’t cy. They’re happy, but they don’t dance or sing. They’re angry, but they don’t scream. Because if they do, they feel ashamed and that’s the worst feeling in the world. So everyone walks with their head down and no one sees how beautiful the sky is.”

— Louise Fitzhugh


ได้ยินแบบนี้ฉันก็อดนึกครึ้มถึงสิ่งที่อ่านเมื่อเช้าไม่ได้ — 


กริ๊ง ๆ กริ๊งๆ กริ๊ง ๆ กริ๊งๆ (เอ๊ะ ใครโทร.มาตอนนี้)

“ฮัลโหล สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีค่ะ ขอเรียนสายคุณส้มคะ”

“ค่ะ พูดสายอยู่ค่ะ”

“โทร.มาจาก…” 


To be continued in the sweetest month of the year, February

Fictional Short Story by Princess