ช่วงนี้ที่เชียงใหม่ฝนตกแทบทุกวัน บางวันตกไม่ลืมหูลืมตา ท้องฟ้าสีเทาครึ้มราวกับถูกปาดด้วยแปรงสี เสียงฝนตกกระทบสะท้อนก้องโอบล้อมทั่วอาณาบริเวณ ในด้านหนึ่ง ก็ให้ความชุ่มชื่น แต่อีกด้านก็ ทำให้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกยากขึ้น
ในเวลาที่ต้องหลบในที่พักอาศัยหรือใต้ชายคาสักแห่งเช่นนี้ บางคนเลือกหยิบหนังสือออกมาอ่าน แปลกใจไหม ทำไมบางครั้งการอ่านหนังสือในช่วงที่ฝนตก ไม่ว่าจะตกเบาหรือหนัก ทำให้เรารู้สึกดีแปลกๆ
มีเหตุผลทางจิตวิทยา การรับรู้ และประสาทสัมผัส ที่ทำให้ฝนเปลี่ยน ‘ประสบการณ์การอ่าน’ ของเรา เมื่อถูกโอบล้อมด้วยฝน ความสนใจของเราจะจดจ่อมากขึ้น สิ่งรบกวนจะจางหาย เมื่อนั้นแหละ ‘เรื่องราว’ ในหนังสือจะเริ่มปรากฎชัดเจนยิ่งขึ้น
ฝนนั้นเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางประสาทสัมผัสในหลายแง่มุมที่สำคัญ ประการแรก ฝนช่วยลดการกระตุ้นจากภายนอก ถนนหนทางจะเงียบลงถนัดตา เพราะผู้คนต้องหลบฝนอยู่ภายในตัวอาคาร โลกภายนอกจึงดูห่างไกลออกไป ในสภาพแวดล้อมสงบลง ความสนใจก็จะมุ่งเข้าหาภายในโดยธรรมชาติ
ประการถัดมา ฝนนั้นสร้างรูปแบบเสียงที่ ‘ต่อเนื่อง’ ต่างจากเสียงที่ดังฉับพลันอย่างเช่น การจราจรหรือเสียงสนทนา แต่เสียงฝนนั้นให้ความรู้สึกที่ ‘คงที่’ นึกถึงเวลาเราเดินทางไกลโดยเครื่องบิน เสียง ‘หึ่งๆ’ ของเครื่องที่สม่ำเสมอ ทำให้บางครั้งเราเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความคาดเดาได้นี่เอง ที่ทำให้สมองเรารักษาสมาธิได้ง่ายขึ้น
เสียงแวดล้อมตามธรรมชาติของฝนที่คาดเดาได้ ต่างจากในเวลาปกติ ที่อาจมีเสียงดังฉับพลันคอยขัดจังหวะกระบวนการคิด การเปลี่ยนแปลงของจังหวะต่ำ ช่วงความถี่ที่นุ่มนวล ไร้เนื้อหาหรือความหมายนี่เอง ที่สร้างโลกแห่งการจดจ่อให้แก่เรา
ไม่ใช่แค่สร้างสมาธิ แต่ฝนยังเปลี่ยนจังหวะอารมณ์ของการอ่านด้วย เพราะสภาพแวดล้อมที่ฝนตก มักกระตุ้นให้เราทำกิจกรรมที่ช้าลงตามธรรมชาติ หลายคนชอบกิจกรรมที่ได้ใคร่ครวญตนเองอย่างการอ่านหนังสือ การเขียนบันทึก หรือฟังเพลง
การเปลี่ยนแปลงจังหวะนี้เองที่ส่งผลต่อ ‘เรื่องราว’ เพราะจะทำให้การอ่านนั้นลึกขึ้น เพราะเราสามารถคิดตามเรื่องราวในหนังสือ จินตนาการได้ชัดเจนขึ้น และซึมซับความรู้สึกได้ลึกซึ้งขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ฝนไม่ได้แค่ทำให้การอ่านง่ายขึ้น แต่ยังทำให้การอ่านมีคุณค่ามากขึ้นด้วย
ฉากชีวิตในนวนิยายที่หยิบมาอ่านในวันฝนตกจึงทำให้เราอินตาม เรื่องราวหรือเนื้อหาในหนังสือบางเล่มจึงทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น มากไปกว่านั้น ฝนยังเชื่อมโยงกับความทรงจำและความคิดถึงด้วย
ยามฝนตก หากลองหลับตานึกดูดีๆ สายฝนอาจนำพาความทรงจำเก่าๆ กลับมา เช่น ตอนที่นั่งรอฝนหยุดเพื่อกลับบ้าน กลิ่นถนนที่เปียกชื้นกับเพื่อนที่เคยเล่นด้วยกัน บ่ายวันหยุดที่ฝนตกที่บ้าน ไปจนถึงฝนที่เคยนำพาใครสักคนเข้ามาในชีวิต
แม้ไม่ใช่ทุกคน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่มองว่าฝนไม่ได้เป็นอุปสรรค แต่เป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่าง เช่นเดียวกับ ‘การอ่านหนังสือ’ ที่ยกมาเล่าในบทความนี้
ไม่ว่าชอบหรือชัง ฝนจะยังคงโปรยปรายต่อเนื่องในช่วงกลางฤดูฝน นี่คือบรรยากาศที่เราพบเจอทุกปีในช่วงเวลานี้ ไม่ว่าในเชียงใหม่หรือพื้นที่อื่นๆ มันคือชีวิตที่มีสายฝนและเสียงฝนเป็นฉากหลัง ถ้าพูดในเชิงภาพยนตร์ ฝนก็คงเป็นซาวด์แทร็กที่ได้ยินบ่อยๆ ช่วงนี้
แต่อย่างไรก็ตาม ฝนก็ไม่ต่างจากทุกเรื่องราวในชีวิต ที่สุดท้ายแล้วพอถึงเวลาก็จะซาและค่อยๆ จางหายไป ประทับไว้เพียงกลิ่นและร่องรอยที่รอวันแสงแดดปรากฎ ก่อนจะเวียนกลับมาใหม่อีกครั้งเป็นวัฏจักร
*ภาพประกอบ: ร้านหนังสือแห่งหนึ่งในฟุกุโอกะ